Loading…

READY TO ROCK?

Click the button below to start exploring our website and learn more about our awesome company
Start exploring

พลังไม่เล็กของคนตัวเล็ก กับรุ่งอรุณของเศรษฐกิจยุคใหม่ ตอน 1

 

บริเวณเทือกเขาพิเรนีส (Pyrenees) การผลิตหมวกเบเร่ต์ตามวิถีอันเก่าแก่ของช่างฝรั่งเศสกำลังแข่งขันกับหมวกแบบเดียวกันจากโรงงานในยุโรปตะวันออกด้วยราคาที่ต่างกันถึง 10 เท่า แต่ขณะที่การต่อสู้ระหว่างระบบการผลิตแบบสองขั้วยังคงดำเนินไป ตลาดท้องถิ่นที่หลอมรวมกำลังการผลิตด้วยมือกับบริบทสมัยใหม่เข้าด้วยกันก็กำลังเติบโตสวนกระแสความเปราะบางทางเศรษฐกิจ

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนไปบนระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้มากที่สุด (Maximization) ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของ ดร.อี เอฟ ชูมาเคอร์ (Dr.E.F.Schumacher) ที่ปรากฏในหนังสือ Small is Beautiful : Economics as if People Mattered ด้วยข้อเสนอการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด (Minimization) เพื่อยืดอายุทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งระบบเศรษฐกิจควรจะมี “คน” เป็นศูนย์กลางมากกว่าเครื่องจักร และมีขนาดเล็กเพื่อให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

แม้ว่าข้อเสนอของเขาจะปลุกความคิดในช่วงทศวรรษ 1980 ที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกาตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงพร้อมกับตัวเลขคนว่างงานจำนวนมหาศาล แต่การจะถอยหลังกลับมาสร้างความสมดุลของระบบเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มน้ำหนักการผลิตแบบจำกัดและเน้น “คน” เป็นหลัก อาจจะดูฝืนกระแสท่ามกลางผู้คนในฝั่งตะวันตกที่เติบโตมากับการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิตครั้งละจำนวนมาก และซีกตะวันออกที่กำลังเจริญรอยตามในการเป็นเสือเศรษฐกิจ

แต่ทว่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมที่พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ความมั่งคั่งที่สั่งสมมาจากช่วงยุคอุตสาหกรรมเบ่งบาน และทัศนคติใหม่ของเจเนอเรชั่นรุ่นต่อมาที่เติบโตมากับองค์ความรู้และโอกาสใหม่ในยุคเทคโนโลยีและดิจิทัล ทำให้โลกบางส่วนเคลื่อนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับแนวคิดของเขามากขึ้น

mountain-design-article-1000x563px-017-2

Alternative Reborn

เมื่อตอนที่คริส วอห์รลี (Chris Woehrle) เกิดอาการเบื่อชีวิตงานประจำอย่างการออกแบบปกซีดีในบริษัทเพลง และตัดสินใจลาออกมาเป็นผู้ผลิตอาหารที่พยายามใช้วิถีการผลิตแบบดั้งเดิมซึ่งเน้นการทำทุกอย่างด้วยมือให้มากที่สุด (Artisanal Food Craftsman) คริสใช้เวลาเกือบเดือนเพื่อทดลองทำเครื่องปรุงอาหารและเครื่องเคียงชนิดต่างๆ อย่างซัลซ่า กิมจิ ผักดอง และซอสพริก แต่กลับพบว่าทุกอย่างที่เขาทดลองทำนั้นล้วนมีคนทำมาเกือบหมดแล้ว และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาอาศัยอยู่ในบรูกลิน (Brooklyn)

บรูกลิน เมืองในเขตคิงส์เคาน์ตี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐฯ ไม่เพียงมีประชากรหนาแน่นถึง 2.56 ล้านคน แต่ประชากรส่วนใหญ่ทำงานในธุรกิจบริการทั้งภาคการเงิน บัญชี บันเทิง และไฮเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงมากพอที่จะเลือกซื้อแยมโฮมเมดทำจากผลไม้ท้องถิ่นบรรจุในขวดแก้วที่สั่งทำมาจากเยอรมนีในราคาขวดละ 9 เหรียญสหรัฐฯ แทนแยมราคาเหรียญกว่าๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม บรูกลินจึงเป็นเหมือนสวรรค์สำหรับผู้ผลิตอาหารที่ให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและความละเมียดละไมประหนึ่งงานฝีมือ

 

mountain-design-article-1000x563px-017-1

 

ในอดีต บรูกลินไม่แตกต่างจากเขตอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยสถานที่ตั้งที่เหมาะกับการขนส่งสินค้าทางแม่น้ำและออกสู่ทะเล โรงงานขนาดใหญ่จึงตั้งเรียงรายอยู่ริมน้ำและเป็นเขตที่แรงงานหลากเชื้อชาติมาอาศัยรวมตัวกัน แต่ในเวลาต่อมา ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและคมนาคมขนส่งทำให้บริษัทสามารถกระจายแหล่งผลิตข้ามชาติโดยมีการควบคุมจากสำนักงานใหญ่ นิวยอร์กจึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของการบริหารจัดการแทนที่การผลิตจริง บุคลากรที่ต้องการจึงเปลี่ยนจากผู้ใช้แรงงานมาเป็นคนทำงานบริการที่มีทักษะสูงขึ้น ตั้งแต่นักบัญชี นายธนาคาร นักกฎหมาย ผู้จัดการ นักโฆษณา ตลอดจนนักเขียนที่ถูกดึงตัวมาอยู่ จนทำให้นิวยอร์กมีตึกระฟ้าจำนวนเพิ่มมากขึ้น และทำให้ชนชั้นกลางค่อนไปทางชั้นสูงเหล่านี้ลองมองหาพื้นที่ใหม่ในการอยู่อาศัยที่ไม่พลุกพล่าน และบรูกลินก็เป็นตัวเลือกที่ถูกพิจารณา

การตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในบรูกลินของคนกลุ่มใหม่นำไปสู่การปรับปรุงเมืองครั้งใหญ่ แม้จะต้องพบกับการต่อต้านและความวุ่นวายในการพลิกเขตที่เคยเป็นโรงงานมาสู่ย่านที่อยู่อาศัย แต่ความเข้มงวดของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรม และนโยบายสำคัญของเทศบาลเมืองนิวยอร์กในการจัดสรรพื้นที่ใหม่แบบให้ผสมผสานระหว่างที่อยู่อาศัย ย่านการค้า และอุตสาหกรรมเบา จึงทำให้บรูกลินสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานอย่างไม่ขาดสาย จนในปัจจุบันบางพื้นที่ เช่น วิลเลียมสเบิร์ก (Williamsburg) มีผู้อยู่อาศัยที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 จากในช่วงปี 2000 ถึง 2008 และร้อยละ 30 ของผู้ที่อาศัยในพื้นที่พาร์ก สโลป (Park Slope) และคอบเบิล ฮิล (Cobble Hill) นั้นจบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือสูงกว่า ซึ่งคนกลุ่มนี้นอกจากจะมีความรู้แล้ว ก็ยังเติบโตมาพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และการซึมซับการดำรงชีวิตแบบชาวเมืองโรแมนติกจนพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับบรูกลิน

 

สนใจอ่าน : พลังไม่เล็กของคนตัวเล็ก กับรุ่งอรุณของเศรษฐกิจยุคใหม่ ตอน 2
สนใจอ่าน : พลังไม่เล็กของคนตัวเล็ก กับรุ่งอรุณของเศรษฐกิจยุคใหม่ ตอน 3

ที่มา Creative Thailand